เครื่องมือที่ให้บริการ
เครื่องมือแบ่งตามกลุ่มดังนี้
Sample Preparation
การเตรียมตัวอย่าง
ขั้นตอนสำคัญก่อนการทดสอบ-วิเคราะห์งานต่าง ๆ รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ เช่น การตัด, ขัดผิว, ฝังตัวอย่างในเรซิน และการเคลือบผิวตัวอย่างด้วยสารนำไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือคาร์บอน เพื่อการทดสอบแม่นยำที่แม่นยำ มีผลชัดเจนขึ้น และพร้อมสำหรับขั้นต่อไป
Surface Appearance and Microstructure
การวิเคราะห์ผิวและโครงสร้างฯ
ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างวัสดุระดับเล็กที่ตาเปล่าไม่อาจมองเห็น โดยการวิเคราะห์นี้ใช้กล้องจุลทรรศน์ประเภทต่าง ๆ เช่น SEM (Scanning Electron Microscope) และ TEM (Transmission Electron Microscope) มาดูโครงสร้างและลักษณะความหยาบพื้นผิว รวมถึงการกระจายของส่วนประกอบในเนื้อวัสดุ ซึ่งสำคัญต่อการพิจารณาคุณภาพและความทนทาน
Mechanical Properties
การทดสอบสมบัติทางกลของวัสดุ
เช่น ความแข็งแรง, ยืดหยุ่น, ทนทานต่อแรงกระแทกหรือดึง สำคัญต่อการออกแบบและประเมินความสามารถของวัสดุในการรองรับ นน. หรือแรง ซึ่งการทดสอบนี้ช่วยให้เรารู้ขีดจำกัดวัสดุ และคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
Physical Properties
การทดสอบทางกายภาพ
ช่วยให้ทราบคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุ เช่น ความหนาแน่น, ความแข็ง, ความสามารถในการนำไฟฟ้าหรือความร้อน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการออกแบบวัสดุให้เหมาะกับการใช้งานในด้านต่าง ๆ
Thermal Properties
การวิเคราะห์คุณสมบัติความร้อน
ช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของวัสดุ เมื่ออยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิเปลี่ยน เช่น จุดหลอมเหลว, ความสามารถในการนำ หรือทนทานต่อความร้อน ซึ่งกระบวนการนี้มักใช้เครื่องมือวิเคราะห์อย่าง DSC (Differential Scanning Calorimetry) และ TGA (Thermogravimetric Analysis)
Corrosion & Electrochemical Properties
ทดสอบการกัดกร่อน และคุณสมบัติเคมีไฟฟ้า
ช่วยให้รู้ถึงความทนทานของวัสดุในสภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาพที่เป็นกรด-ด่าง หรือมีไอออนที่อาจทำให้เกิดการสึกกร่อนได้ พร้อมประเมินความสามารถของวัสดุในการต้านทานการกัดกร่อน ซึ่งมีความสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานกลางแจ้ง หรือสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดการสึกกร่อน
X-Ray Analysis Techniques
เทคนิควิเคราะห์แบบเอกซเรย์
เช่น XRD (X-Ray Diffraction) และ XRF (X-Ray Fluorescence) ช่วยในการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี และโครงสร้างผลึกภายในของวัสดุโดยไม่ต้องทำลายตัวอย่าง อีกทั้งยังสำคัญต่อการศึกษาสารต่าง ๆ เพื่อให้รู้องค์ประกอบและโครงสร้างผลึกที่อาจส่งผลต่อคุณสมบัติวัสดุ
Spectrophotometry
การวัดสเปกตรัมแสง
ใช้วิเคราะห์คุณสมบัติทางแสงของวัสดุ เช่น สี, ความโปร่งแสง หรือการดูดซับแสงในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ มักใช้เทคนิค UV-Vis (Ultraviolet-Visible Spectroscopy) หรือ FTIR (Fourier Transform Infrared Spectroscopy) เพื่อวัดปริมาณการดูดซับแสงของสารในช่วงคลื่นที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการศึกษาองค์ประกอบ และสมบัติของสารเคมีในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งสีของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์เคมี
Textile Testing
การทดสอบสิ่งทอ
เป็นการวิเคราะห์และตรวจสอบคุณสมบัติของเนื้อผ้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เพื่อประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งาน การทดสอบนี้ครอบคลุมถึงคุณสมบัติที่หลากหลาย เช่น ความแข็งแรง, การยืดหยุ่น, การดูดซับน้ำ, ความทนทานต่อการขัดถู และความคงทนของสีในการซักตาก สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอฯ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานและความต้องการของลูกค้า